ประโยชน์ของ “น้ำท่วมใหญ่”

โดย พงษ์ ผาวิจิตร (ตีพิมพ์ในนิตยสาร Eworld ฉบับเดือน ธันวาคม 2011)

ในนาทีนี้ ใครไม่พูดถึงเรื่องน้ำท่วมอาจถูกตราหน้าว่าพวกไม่รักชาติ เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ เป็น “น้ำท่วมเชิงบูรณการ” คือท่วมเป็นระบบและก่อผลกระทบมหาศาล อะไรที่มีคำว่า “บูรณการ” มีนัยยะของความเป็นนามธรรมอยู่และมีความหมายในทางบวก เช่น ถ้านักการเมืองบอกว่า “เพื่อประชาชน” ก็หมายถึงประชาชนในเชิงนามธรรม ไม่ได้หมายถึงประชาชนเป็นตัวๆ คนๆ ไป หากท่านไม่เชื่อลองไปเรียกร้องอะไรสักอย่างจากภาครัฐหรือนักการเมือง รับรองว่าจะเจอกระบวนการเตะสกัด แต่ถ้าท่านไปร้องเรียนแบบเป็นกลุ่มก้อน บูรณการ มีนักข่าวไปถ่าย มีการตีฆ้องร้องป่าว มีพิธีกรรม มีฝ่ายค้านเข้าร่วมสังฆกรรมด้วย ฯลฯ รับรองได้เรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ก็จะได้รับการเหลียวแลในบัดดล

“น้ำท่วมใหญ่” ครั้งนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าโทษเฉพาะหน้าที่คนเห็นกันทั่วไป .. ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนคงไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน แต่ถ้าให้เลือกระหว่าง น้ำท่วม กับจราจลกลางเมือง แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ผู้เขียนว่า “น้ำท่วม” ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่า อย่างน้อยก็ต่อสภาพจิตใจ หากมองว่า “น้ำท่วม” ครั้งนี้เป็นการเตรียมพร้อมและซ้อมใหญ่ให้กับสังคมไทย ก็ต้องเรียกว่ามีต้นทุนน้อยกว่า  ในแง่ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงแม้ว่าในเชิงตัวเงินอาจมากกว่าการจราจลกลางเมือง แต่ก็เป็นการสูญเสียที่สามารถกอบกู้และสร้างใหม่ได้  ในชีวิตมีหลายมิติที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้เหมือนเรื่องตัวเงิน  ไม่เชื่อท่านลองเลือกระหว่างการเสียนิ้วก้อยกับได้เงิน 2 ล้านบาทดูสิ ถึงแม้ว่าเราจะใช้นิ้วก้อยไม่มาก และอาจไม่สามารถใช้มันสร้างรายได้ถึง 2 ล้านบาทตลอดอายุขัยของคนบางคน แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะรักษานิ้วก้อยไว้ ผู้เขียนลองสรุปให้ดูว่า เราได้อะไรจากน้ำท่วมครั้งนี้..

  • สังคมได้เรียนรู้เรื่อง Complex System บ่อยครั้งที่เราได้ยินคำว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” แต่เราก็แค่เคยได้ยิน ไม่ได้มองตามว่ามันมีนัยยะอะไร เพราะธรรมชาติของวัฒนธรรมไทยคือมองอะไรเป็น Snap Shot เป็นจุดๆ ไป ไม่ได้มองเชิงบูรณการเป็นระบบ เรื่องน้ำนี่ก็เหมือนกันเป็นเรื่องกล้วยๆ ใกล้ตัว แต่เชื่อว่าร้อยละ 98 ไม่เคยเข้าใจเรื่องน้ำเป็นระบบเลย เราเคยมองน้ำเป็นจุด เป็นขวด แล้วก็หมดแค่นั้น จากนี้ไปสังคมไทยจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า น้ำท่า น้ำทุ่ง น้ำทะเล น้ำฝน น้ำเขื่อน น้ำประปา และอีกสารพัดน้ำ รวมทั้ง “น้ำใจ” ด้วย มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และสัมพันธ์กันอย่างไร ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเริ่มเข้าใจทิศทางการไหลของน้ำ แนวคิดของการจัดการกับระบบน้ำ รู้เรื่องคลองต่างๆ ว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร มีประวัติศาสตร์การขุดเพื่ออะไร ในสมัยไหน รู้ว่าประตูระบายน้ำเปิดกี่เมตร กี่เซ็นมีผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้างเป็นอย่างไร สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่เคยยอมเรียนอะไรเป็นระบบมาแต่ไหนแล้ว ครั้งนี้จึงเป็นภาคบังคับให้เห็นโลงศพ แล้วต้องกลั้นน้ำตาเป็นสักที
  • สังคมได้ซ้อมใหญ่กับภัยพิบัติ: บ่อยครั้งที่เราเห็นการซ้อมดับเพลิงแล้วคนไม่ร่วมมือ กลับเห็นเป็นเรื่องตลก ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะมองไม่เห็นประโยชน์เฉพาะหน้า จนกว่าจะไปตายเอาดาบหน้าแล้วค่อยดิ้นรน เชื่อเถอะว่า สังคมไทยจะยังมีภัยพิบัติที่ให้โทษมากกว่าน้ำท่วมรออยู่ข้างหน้า หากไม่มีน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ที่ต้องถือว่าเป็นการซ้อมใหญ่เพราะความสูญเสียยังน้อยและไม่ได้เกิดแบบกะทันหัน หากเทียบกับภัยพิบัติที่ร้ายแรงกว่าที่มีโอกาสเกิดขึ้น เช่นเขื่อนแถวเมืองกาญฯแตกจากแผ่นดินไหวแล้วเกิดสึนามิบนบกที่อาจทำให้น้ำท่วมจังหวัดใต้เขื่อนสูงเป็นสิบเมตร ที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าน้ำท่วมที่สูงแค่สองเมตรเท่านั้น หรือเกิดแผ่นดินไหวแล้วตึกสูงในกทม.ที่ตั้งอยู่บนดินอ่อนจะมีการทรุดตัว ทางด่วน รถไฟฟ้าตกลงมา หรือเกิดสภาวะนิวเคลียร์รั่วไหล (หากเราจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต หรือเกิดจากการขนส่งสารกัมมันตภาพรังสี) โรงงานที่ผลิตสารเคมีระเบิด การถูกโจมตีโดยกลุ่มหัวรุนแรง ฯลฯ ทุกฉากที่เราเห็นในหนังฮอลลีวู้ดล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น
  •  สังคมไทยเรียนรู้ที่จะมีการวางแผนแบบมี plan B, plan C และ Plan D มากขึ้น: ที่แล้วๆ มา อย่าว่าแต่มีแผนสำรองเลย plan  A ยังไม่เคยคิดเลย เนื่องจากเรามักอยู่กันแบบ “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” “ไปตายเอาดาบหน้า” แต่ตอนนี้คนส่วนหนึ่งจะเริ่มคิดแล้วว่า หากจำเป็นต้องอพยพจะหนีไปพึ่งใคร พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่ทิ้งไว้ในต่างจังหวัดเริ่มมีความหมายแล้ว บางคนอาจคิดถึงบ้านที่สองที่ตั้งอยู่คนละที่กับปัจจุบัน คิดถึงการจัดบ้านให้ง่ายต่อการอพยพและเคลื่อนย้าย ผู้เขียนเจอหลายคนที่บ่นว่าจากนี้ไปจะไม่สร้างบ้านให้มีเฟอร์นิเจอร์แบบบิ้วท์อินเป็นอันขาด
  • เรียนรู้เรื่องการจัดการความขัดแย้ง: คนเริ่มเข้าใจว่า ชีวิตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องแนวคิดทางการเมืองเท่านั้นที่ขัดแย้งกัน เรื่องน้ำก็สามารถเป็นประเด็นของความขัดแย้งกันและเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการ เจรจา และอยู่กับความขัดแย้งนี้ เรียกว่า สังคมไทยจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น ไม่เพียงแต่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ เพียงเพราะคิดว่า “เป็นสิทธิ์ของฉัน” แต่สิทธิ์นั้นอาจเป็นภัยคืนสนองได้ หากไม่จัดการให้ดี
  • คนเริ่มให้ความสนใจกับสมบัติสาธารณะ: จากที่เคยสนใจเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าของฉัน เรื่องอื่นปิดหูปิดตา ใครจะสร้างบ้านคร่อมคลองระบายน้ำ ใครจะเป็นคนเปิดปิดประตูระบายน้ำ ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยต้องเคยกังวล ขนาดคนมีบ้านติดกับประตูระบายน้ำยังไม่รู้เลยว่ามีเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเป็นใครมาจากไหน อายุเท่าไรไม่เคยรู้ แต่เรื่องไกลตัวอย่างนักเตะแมนยูฯคนไหนมีบ้านที่ไหน ใส่รองเท้าเบอร์อะไร ชอบกางเกงในสีอะไร ดันรู้ไปหมด แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเรา สังคมไทยไม่เคยอยากรู้ เราถึงมีสังคมพิการเพราะคนไม่เคยใส่ใจกับสมบัติสาธารณะ ใครจะสร้างรั้วกินถนน ทิ้งขยะในที่ว่างเปล่า จอดรถบนทางสาธารณะในขณะที่กั้นเนื้อที่จอดรถในบ้านเป็นห้องอีกห้องเป็นต้น . เชื่อเถอะครับว่า ตอนนี้คนไทยจะมีหูตาเป็นสัปปะรดไปหมด เลิกธุระไม่ใช่
  • คนจะเริ่มตื่นตัวเรื่องโลกร้อน: เมื่อก่อนแม้แต่นักวิชาการ นักธุรกิจยังมองว่าโลกร้อนไม่ใช่เรื่องของคนไทย แต่ตอนนี้ ผู้เขียนสังเกตว่าแม้แต่ชาวบ้านในชนบทห่างไกล ยิ่งเป็นเกษตรกรด้วยแล้ว เริ่มพูดถึงภูมิอาการผันผวนอันเกิดจากภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น เรียกว่าชาวบ้านระดับรากหญ้ายังตื่นตัวและเลิกเชื่อเรื่อง “การแห่นางแมว” เพื่อขอฝนแล้ว แต่อาจจะหันมาแห่ข้าราชการบางคนที่ไม่ทำหน้าที่ดูแลสมบัติสาธารณะเป็นการบูชายัญแทน ในขณะที่เขียนบทความนี้ ก็มีข่าวการปล้นสะท้านโลกของบ้านข้าราชการคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้าราชการอีกหลายๆ คนเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ ที่ไม่ใช่จากภาวะโลกร้อน แต่จากการที่ตัวเองไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในอดีตที่ผ่านมา เรียกว่าภัยเริ่มใกล้ตัวเข้ามาแล้ว
  • ได้พัฒนาการพึ่งพาตนเองขึ้นในกลุ่ม ไม่หวังพึ่งส่วนกลาง: สังคมเริ่มพัฒนาจากการพึ่งพารัฐ พึ่งพาและเชื่อส่วนกลางน้อยลง ขนาดมีอำนาจในมือ มีข่าวสารในมือ ข่าวที่ประกาศออกมาว่า “พื้นที่นี้ พื้นที่โน้นเอาอยู่” สุดท้ายก็ต้านไม่ไหว เป็นการสะท้อนถึงคุณภาพของนักการเมืองและข้าราชการไทยที่อยู่กับการขายภาพลักษณ์ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นการบริหารจัดการที่มีคุณภาพจริงๆ เพราะประชาชนเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่เชื่อและเริ่มหันกลับมาสร้างระบบเตือนภัย การพึ่งพาตัวเองมากขึ้น และที่สำคัญคนไทยที่มีพฤติกรรมชอบเล่นเกม ultimatum game คือเกมสุดท้าย โดยคิดว่า ไม่มีโอกาสหน้าอีกแล้ว ไม่มีใครรู้จักเรา ไม่มีใครจับผิดเราได้เลยมีพฤติกรรมแบบทิ้งทวน คงต้องคิดใหม่ ชาวบ้านที่ฟูมฟายร้องห่มร้องไห้ว่าตัวเองยังไม่ได้รับถุงยังชีพ ทั้งๆ ที่เวียนเทียนมารับแล้วเป็นสิบรอบ จากนี้ไปคงเล่นเกมแบบนี้ไม่ได้ และคงได้เรียนรู้ว่าเกมนี้มีต้นทุนต่อตนเองในอนาคตมหาศาล สิ่งที่ได้เฉพาะหน้าไม่คุ้มกับความสัมพันธ์ของตนเองกับเพื่อนบ้านที่เสียไป ที่อาจจำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันอีกในอนาคต

สำหรับภาครัฐและองค์กรธุรกิจ เราก็จะได้เห็นการลงทุนสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่อาจฉุดระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ระยะยาว เราก็จะได้ระบบใหม่ที่ดีกว่าเก่าแน่นอน ในอีกสองสามปีข้างหน้า เราอาจได้เห็น อุโมงค์ยักษ์ส่งน้ำจากเหนือลงใต้ แม่น้ำเจ้าพระยาสอง เขื่อนกักน้ำใหม่ๆ ที่ไม่ได้สร้างมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว มีผังเมืองที่สวยงามขึ้น ป้องกันน้ำท่วมได้มากขึ้น ชาวบ้านมีการสร้างบ้านที่มีเรือผูกไว้ใต้ถุนบ้านจากที่ไม่เคยเห็นมานานแล้ว โรงงานมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า มีวิชาการใหม่ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการจัดการ การบริหารน้ำ และเชื่อว่าเราจะต้องมีนวัตกรรมเกี่ยวกับน้ำมากขึ้น

Related posts:

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา