มืออาชีพแบบไหน

โดย พงษ์ ผาวิจิตร (ตีพิมพ์ในนิตยสาร Eworld ฉบับเดือน ตุลาคม 2011)

คุณเป็นหนึ่ง เคยทำงานเป็นเลขานุการรัฐมนตรี เคยเป็นหน้าห้องปลัดกระทรวงมาก่อน อย่างนี้ถือว่า เขามีประสบการณ์มากพอที่จะเป็นปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรีหรือไม่?

คุณสมศรี เป็นพยาบาลอาชีพมากว่า 20 ปี ที่รู้จักการให้ยาฉีดยาเย็บแผล แถมหมอฝึกหัดใหม่ๆมักจะมาขอความรู้จากคุณสมศรีด้วยซ้ำอย่างนี้ คุณสมศรีสามารถอ้างว่าตนเองเป็นแพทย์ได้หรือไม่?

ส่วนคุณจ้อศรี เป็นเลขาหน้าห้องเอ็มดีมากว่า 7 ปี เคยร่วมประชุมกับผู้จัดการฝ่ายการตลาด ฝ่ายบุคคลมาหลายครั้ง เคยตามนายเข้าเจรจาทางธุรกิจก็หลายครั้ง วันหนึ่งนายที่เป็นเอ็มดีป่วยหนัก ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 อาทิตย์ งานต่างๆ ในสำนักงานจะให้คุณจ้อศรีสั่งการแทน หรือจะให้ผู้จัดการที่อาวุโสที่สุด คือผู้จัดการฝ่ายการตลาดจัดการแทน?

ตัวอย่างข้างต้นล้วนสมมุติทั้งสิ้น แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวัน ผู้เขียนไม่มีคำตอบสุดท้ายให้ เพราะไม่รู้ว่าท่านนิยามคำว่า “ผู้ที่รู้” กับ “มืออาชีพ” อย่างไร

ทำนองคล้ายๆ กับการสอนธุรกิจของอาจารย์ทางบริหารธุรกิจในประเทศไทย ที่ผู้เขียนได้รับรู้มาจากการสัมภาษณ์เด็กบางมหาวิทยาลัย ที่ให้เหตุผลว่า…

  • จบปริญญาตรีแล้ว เงินเดือนขั้นต่ำต้องเรียกเท่านี้เลย มิเช่นนั้นจะเสียศักดิ์ศรีสถาบัน ต่างจากที่ผู้เขียนถูกสอนมาว่า หากมีโอกาสให้เลือกโอกาสก่อน เงินว่ากันที่หลัง ทำฟรียังเอาเลย เพราะหากเราดีจริง เขาก็ปรับให้เราเองอย่างรวดเร็วหลังจากทดลองงานสัก 2-3 เดือน แถมเป็นการตัดคู่แข่งออกไปในช่วงสัมภาษณ์ ทำให้นายจ้างรู้สึกว่าไม่เสี่ยงในการจ้างเรา 
  • สถาบันเราพูดภาษาอังกฤษได้ดี ต้องเรียกเงินเดือนสูงหน่อย ต่างจากที่ผู้เขียนรู้มาว่า คนฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานแม่บ้านในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็พูดอังกฤษได้ และคนล้างห้องส้วมในประเทศอังกฤษก็พูดอังกฤษได้
  • บอกไปเลยว่า คุณเป็นลูกศิษย์ผม ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารจัดการ ต่างจากที่เจ้านายคนหนึ่งเคยบอกผมว่า พ่อค้าที่สำเพ็งรู้จริงกว่าพวกที่จบเอ็มบีเอ อาจเป็นเพราะว่า ผู้จบเอ็มบีเอ มักตั้งข้อสมมุติไว้ว่า มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ไม่มีหลักการในการบริหารจัดการ แต่พวกเราไปแปลเป็นว่า สำหรับปัญญาชนอย่างเราคอยจัดการใช้สมองอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ทุกหน่วยงานต้องการคน “สร้างงาน” มากกว่า “คนมาจัดการ”

นี่อีกเช่นกันที่ผู้เขียนไม่กล้าฟันธงว่า อันไหนถูกผิด คิดเพียงแต่ว่า หากผู้เขียนเชื่ออย่างนั้นแล้วทำให้ได้งาน ได้ธุรกิจอยู่รอดก็พอใจแล้ว เพราะแค่ความถูกผิด แต่ไม่มีผลลัพธ์เป็นอย่างอื่น อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่รอดูถึงผลของการเปลี่ยนแปลง ต้องรอดก่อน…

ดังนั้น มืออาชีพ จึงไม่ได้หมายแค่ มีความรู้ แต่ต้อง มีความสามารถ+ประสบการณ์ เพราะรู้อย่างเดียวแต่เมื่อเจอของจริง อาจจะมีอาการ ขี้หดตดหาย ได้ ด้วยเหตุนี้ ความเป็นมืออาชีพจึงต่างจากการประสบความสำเร็จเพราะโชคช่วย หรือ เพราะบารมีเก่าของตระกูล ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เป็นมืออาชีพจะประสบสำเร็จแบบมีโชคช่วยไม่ได้ หรือ คนที่มีบารมีเก่าเก็บจากชาติตระกูลจะเป็นมืออาชีพไม่ได้

การบรรลุถึงความเป็นมืออาชีพในยุคที่ สิ่งที่กำลังจะเกิด เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน  และสามารถบรรลุได้ในขั้นใดขั้นหนึ่งในห้าขั้น หากใครเป็นมากกว่าหนึ่งขั้น ก็ถือว่าเป็นสุดยอด ซึ่งประกอบด้วย

  • พวกที่กำลังอยู่ในช่วงฮอตสุดๆ ในสาขาอาชีพที่ตนทำอยู่ หรือที่เรียกว่า Peak Performer เหมือนนักกีฬาที่อยู่ในช่วง top form ส่วนมากเป็นพวกเก๋าเกมจนเป็นระดับ “ตัวเฮีย” ในวงการ จนก่อให้เกิดการ Leverage ได้ในระดับสูงสุด หากเป็นดาราแค่มีชื่อเล่นในภาพยนตร์เรื่องใด ก็สามารถเรียกเรตติ้งได้โดยไม่ต้องดูเนื้อหา ผู้เป็นมืออาชีพในระดับสากลที่พวกเรารู้จักกันดี ก็เช่น สตีเฟ่น สปิลเบิร์ก บิลเกต สตี๊บ จ๊อบ
  • พวกที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ หรือที่เรียกว่า Impact Player คงคล้ายๆ กับนักมวยประเภทแรมโบ้ กล่าวคือ กล้าชนไปทุกเรื่อง แต่หากไม่สามารถคงเส้นคงวาความสามารถไว้ได้ ก็จะเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้พวกนักการเมืองหน้าใหม่มักจะนิยมใช้ ด้วยการวิ่งชนนักการเมืองรุ่นเก๋า เนื่องจากคิดเสียว่า “ตนไม่มีอะไรจะเสีย” หากไม่ได้ก็ไม่ได้แจ้งเกิด ตัวอย่างในแวดวงสากล เช่น ผู้กำกับเนื้อหอมยุคใหม่อย่าง ปีเตอร์ แจ๊กสัน ผู้กำกับลอร์ดอ๊อฟเดอะริงค์
  • พวกที่สร้างกติกาใหม่ อาณาจักรใหม่ ที่เรียกว่า Game Changer คล้ายๆ กับพวกนักกีฬา extreme ทั้งหลายที่ไปสร้างกระแสใหม่ เป็นประเภท trend setter  ตัวอย่างเช่น ผู้ก่อตั้ง google เจ้าของเว็บ facebook.com ที่กำลังจะเปลี่ยนเกมของโลกสื่อสารมวลชนจนเจ้าพ่อสื่ออย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด๊อค ต้องเข้ามาซื้อกิจการไป
  • พวกที่ช่วยสอดประสาน เหมือนกับโค้ชกีฬาที่เล่นเป็นทีม โดยการดึงเอามือดีที่สุดมาร่วมกัน เรียกว่า พวก Collaborator ส่วนใหญ่คือผู้บริหารในองค์กรระดับเอกอุที่ได้รับการเพาะบ่มวัฒนธรรมองค์กรมาอย่างดีแล้ว เช่น ผู้บริหารอินเทล ผู้บริหารดิสนีย์ เป็นอาทิ
  • พวกที่น่าจับตามอง หรือกำลังจะกลายเป็นดาวเด่นในเร็วๆ นี้ เรียกว่า Next Generation เป็นพวกที่มักจะสร้างโอกาสใหม่ โลกใหม่ๆ ให้เรา ก็อยู่ที่ว่าเราจะจับเทรนด์ได้หรือไม่ เปรียบไปก็เหมือนกับสำนักงานพิมพ์แรกที่ยอมรับงานเขียนของ เจเค โรลลิ่ง

หากท่านเป็นมืออาชีพ ลองถามว่า ท่านอยู่ในกลุ่มไหน และกำลังจะกลายเป็นกลุ่มไหน การเป็นมืออาชีพ ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเป็นอะไรอย่างไร อย่างหนึ่งตลอดไป

Related posts:

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา