ระบบความปลอดภัยอัตโนมัติที่ช่วยให้องค์กร จัดการกับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

synchronized-security

ปัจจุบันนี้มีหลายองค์กรไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างประสบปัญหาความเสี่ยงที่เกินระดับที่ยอมรับได้ จากเหตุผลด้านความเสี่ยง ปริมาณ ความซับซ้อน และความสำเร็จในการโจมตีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งทีมงานด้านความปลอดภัยที่มักมีขนาดเล็กและถูกจำกัดทรัพยากร

 

จากรายงานของ Ponemon Institute พบว่า 74 เปอร์เซ็นต์ของการรั่วไหลของข้อมูลนั้น กลับไม่สามารถค้นพบได้เป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน ซึ่งในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา องค์กรไม่สามารถยอมรับความเสียหายจากการคอยแก้ไขหลังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้ การคอยตรวจพบปัญหาหลังได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้ แล้วค่อยส่งทีมงานด้านไอทีไปจัดการนั้นถือเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

 

ภายในองค์กรทุกองค์กรต่างมีจุดเปิดรับส่งข้อมูลกับภายนอกหลายจุดที่อาจกลายเป็นช่องทางการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์ได้ แม้หลายองค์กรต่างลงทุนกับการปกป้องทรัพยากรทางดิจิตอลจากการขโมยหรือรั่วไหลของข้อมูล แต่ความสามารถในการมองเห็นสถานะความปลอดภัยของเครือข่ายทั่วทั้งองค์กรกลับยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และท้าทายอย่างยิ่ง

 

เปลี่ยนมุมมองด้านความปลอดภัยใหม่

หลายปีที่ผ่านมา ความปลอดภัยทั้งบนเครือข่ายและจุดปลายการเชื่อมต่อต่างถูกมองแยกเป็นสองระบบออกจากกัน โดยไม่ได้มองระบบความปลอดภัยด้านไอทีเป็นระบบนิเวศหนึ่งเดียว แต่ไปแยกแต่ละระบบเป็นเอกเทศโดยไม่ได้คำนึงถึงทรัพยากรหรือเหตุการณ์ที่ระบบเกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกีดกั้นเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัยให้หยุดอยู่ที่ระบบใดระบบหนึ่ง

 

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีความเสี่ยง และพบว่าไร้ประสิทธิภาพในการรับมือกับอันตรายที่มีความซับซ้อน ที่เคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นและทำงานประสานกันเป็นทีมมากขึ้น ระบบความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำงานผสานกันนี้อาจทำลายอันตรายบางส่วนได้ แต่ก็ไม่สามารถให้การมองเห็นและความคุมเครือข่ายเพื่อให้ตอบสนองและจัดการได้อย่างรวดเร็ว

 

อีกทั้งโซลูชั่นกลุ่มนี้ที่พัฒนาให้ซับซ้อน อิงกับชนิดอันตราย เน้นปริมาณอันตรายที่รับมือได้ และทำงานเชิงรับมากขึ้น ต่างมีราคาสูงขึ้นจนไม่เหมาะกับทีมงานด้านความปลอดภัยขององค์กรในปัจจุบันที่มีการจำกัดทรัพยากร

 

 

จะดีแค่ไหนถ้าระบบความปลอดภัยสามารถประสานงานระหว่างกันได้เหมือนอันตรายที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างเครือข่ายและจุดปลายการเชื่อมต่อ ทั่วทั้งเครือข่ายเพื่อให้ได้การปกป้องที่ดีกว่า

 

กล่าวคือ ธุรกิจไม่ว่าขนาดใดก็ตาม ย่อมต้องการระบบความปลอดภัยที่ทำงานผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน อิงกับระบบนิเวศทางไอทีขององค์กรทั้งหมด และทำงานอย่างอัตโนมัติ รวมทั้งมีระบบข้อมูลอัจฉริยะขึ้นสูงที่ติดตั้งและใช้งานได้ง่ายไปพร้อมกัน

 

ระบบอัตโนมัติ และการตอบสนองต่ออันตรายอย่างรวดเร็ว

การทำงานแบบอัตโนมัติถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดสำหรับระบบความปลอดภัยแบบซิงโครไนซ์ ที่แต่ละองค์ประกอบแบ่งปันข้อมูลระหว่างจุดปลายการเชื่อมต่อกับเครือข่าย เพื่อประสานงานการตอบสนองต่อพฤติกรรมต้องสงสัยได้อย่างเหมาะสมในทันที โดยที่มนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยมากหรือแทบจะไม่ต้องเข้าไปยุ่งเลย

 

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีจุดปลายการเชื่อมต่อถูกโจมตี ระบบการป้องกันแบบซิงโครไนซ์จะจำกัดบริเวณจุดปลายการเชื่อมต่อดังกล่าวในทันที เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลลับจากเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งขั้นตอนการค้นหาและตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยลักษณะนี้มักใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่ด้วยระบบความปลอดภัยแบบซิงโครไนซ์ ทำให้ระยะเวลาตอบสนองลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น

 

ด้วยระบบความปลอดภัยแบบซิงโครไนซ์ ธุรกิจต่างๆ จะได้ความสามารถในการตอบสนองที่เป็นแบบอัตโนมัติ และทำงานผสานร่วมกันเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งช่วยลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการตรวจสอบและค้นหาเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยลงได้เป็นอย่างมาก ทำให้เอาทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปใช้กับกิจกรรมอื่นที่ทำรายได้ในบริษัท

Related posts:

Windows 10 พร้อมให้ดาวน์โหลด ฟรี ! เริ่ม 29 กค. นี้
PlayDate ของเล่นยุค IoT ช่วยให้คุณเล่นกับน้องหมาได้จากทุกที่ ทุกเวลา
ไอเดียเจ๋งๆ ในการตั้งรหัสผ่านสุดหิน แต่จำง่าย
Zero Degree ยาดมสไตล์โมเดิร์นฝีมือสตาร์ทอัปไทย
หมึกพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมการผลิตโซลาร์เซลต้นทุนต่ำ
HOYA ใช้เทคโนโลยี 3D Printer ช่วยผลิตแว่นตาสั่งตัดให้เข้ากับรูปหน้าลูกค้า

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา