Digital Economy กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

004

นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาลเริ่มปรากฏผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อรัฐบาลได้เห็นชอบร่างกฎหมายหลายฉบับเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอลในช่วงเดือนธันวาคม 2557 และมกราคม 2558 ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการส่งร่างกฎหมายเหล่านั้นให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป สำหรับบทความในฉบับนี้เป็นซีรีย์ที่ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ซึ่งได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล สำหรับในฉบับนี้ จะได้นำเสนอถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นอีกกลุ่มหนึ่งของประเทศไทย และมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างมาก โดยเศรษฐกิจดิจิตอลจะมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ในเวทีอาเซียนและเวทีโลกต่อไป

 

ภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากข้อมูลในรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เดือนธันวาคม 2557 (ข้อมูลเดือนตุลาคม 2557/เดือนมกราคมถึงตุลาคม ปี 2557) ของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย สถานประกอบการขนาดเล็ก จำนวน 1,176 ราย สถานประกอบการขนาดกลาง จำนวน 403 ราย และสถานประกอบการขนาดใหญ่ จำนวน 333 ราย โดยสถานประกอบการขนาดเล็กส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการสัญชาติไทย ขณะที่สถานประกอบการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการลงทุนจากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่โดยมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง จำนวน 405,007 ราย ซึ่งมีจำนวนแรงงานที่ป้อนให้กับสถานประกอบการขนาดใหญ่ มีจำนวนมากเกือบ 2 เท่าของแรงงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก

 

สถานการณ์การผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557 ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2557 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 1.18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ การผลิตที่ตอบสนองตลาดในประเทศ มีปรับตัวเพิ่มขึ้นในบางผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็น หม้อหุงข้าว เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ขณะที่ Hard Disk Drive (HDD) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศยังคงผันผวน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://eeiu.thaieei.com/Lists/IUHighlight/AllItems.aspx)

002

นอกจากนี้ จากรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ภาพรวม 10 เดือนแรก ปี 2557 ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ภาวะการผลิตภาพรวมของ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อสิ้นปี 2557 คาดว่าการผลิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1-2 โดยมาจากการขยายตัวในกลุ่มเครื่องปรับอากาศที่จะส่งออกไปตลาดหลักได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มาจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการนำไปใช้ในอุปกรณ์สื่อสาร (Communications System) เช่น Smart Phone, Tablet, Bluetooth, หน้าจอ Touch Screen, วีดีโอเกม (เช่น Sony PS4 Microsoft Xbox) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Consumer Electronics) รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น ส่วน HDD ในปี 2557 คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ด้านแนวโน้มปี 2558 คาดว่าการผลิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2-4 เนื่องจากมีปัจจัยบวกทางด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของตลาดทีวีดิจิตอล ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศฟื้นตัวได้ในปี 2558 นอกจากนี้ การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังตลาดของอาเซียนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในอาเซียน และผู้บริโภคในประเทศอาเซียน ซึ่งเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

 

สำหรับสถานการณ์การส่งออกของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2557 โดยพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดญี่ปุ่น อาเซียนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดจีนปรับตัวลดลงในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ เนื่องจากจีนมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ค่อนข้างมาก และหากความต้องการสินค้าของประเทศนั้นๆ ลดน้อยลง ก็ทำให้จีนมีคำสั่งซื้อมายังไทยที่น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน

 

สำหรับมูลค่าการส่งออกและอัตราการเปลี่ยนแปลงของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2557 พบว่ามีมูลค่าการส่งออกรวม 92,387.45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000,836.76 ล้านบาท

EE2

 

แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในฐานะอุตสาหกรรมนำร่อง ตามแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574

จากการวางวิสัยทัศน์และกําหนดบทบาทให้กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างชัดเจน ได้นําไปสู่แนวทางการพัฒนาให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้กําหนดไว้ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ดังรูป โดยจะครอบคลุมในส่วนของแนวทางการพัฒนาในด้านของแรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับปรุงกระบวนการผลิต การสร้างความเข้มแข็งในการร่วมมือกันในกลุ่มผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างสนับสนุน เพื่อก่อให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรมต่อไป

 

EE1

ที่มา: แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574, หน้า ก.42

http://www.oie.go.th/sites/default/files/attachments/industry_plan/National_Industrial_Development_Master_Plan.pdf

ในปี 2557 ที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2557 มีมูลค่าเงินลงทุน 67,355.93 ล้านบาท ในหลากหลายประเภทกิจการ ทั้งส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเภทกิจการที่มีเงินลงทุนค่อนข้างสูง ได้แก่ SLIDER for HDD, HEAD GIMBAL ASSEMBLY, SUSPENSION ASSEMBLY MANUFACTURING และ SUSPENSION ASSEMBLY INSPECTION เป็นต้น

นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล ยังได้ส่งผลให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2558-2564) ” โดยมีผลบังคับใช้ สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป โดยนโยบายและหลักเกณฑ์การลงส่งเสริมการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ จะให้ความสำคัญต่อประเภทกิจการที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อภาคอุตสาหกรรมและต่อประเทศเป็นหลัก เช่น กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการเชิงสร้างสรรค์ กิจการหรือบริการเพื่อรองรับการพัฒนา Digital Economy กิจการที่พัฒนาจากทรัพยากรในประเทศ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่านโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลได้ส่งผลดีอย่างมากต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับดิจิตอลโดยตรง

 

แนวทางการนำไอซีทีมายกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลมากที่สุด เพราะแนวโน้มเทคโนโลยีของโลกในอนาคตได้ก้าวเข้าสู่ยุค Internet of Things เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ถูกพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตและมีความอัจฉริยะมากขึ้น รวมทั้งมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลจึงช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และ/หรือมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบ EuP (Energy using Product) ในขณะเดียวกันกระบวนการบริหารจัดการการผลิตก็มีการนำไอซีทีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตให้สูงขึ้น โดยมีข้อเสนอแนะในภาพรวม ดังนี้

  1. สนับสนุนสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronics Institute) ในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก “ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” (http://eeiu.thaieei.com) ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำและเผยแพร่ “ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” [ดัชนีความเชื่อมั่นภาคภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าอยู่ระหว่าง 0-100 โดย ดัชนีมีค่าเท่ากับ 50 หมายถึง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจทรงตัว ดัชนีมีค่ามากกว่า 50 หมายถึง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจดีขึ้น และดัชนีมีค่าน้อยกว่า 50 หมายถึง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเลวลง] และ “ระบบเตือนภัย (Early Warning System)” ที่ทันต่อสถานการณ์

EE5

ตัวอย่างเว็บไซต์ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (http://eeiu.thaieei.com)

 

  1. การพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในส่วนของการผลิตนักเรียน นักศึกษา และพัฒนาฝีมือแรงงานนอกระบบการศึกษา โดยใช้การเรียนรู้ผ่าน e-Learning, m-Learning (ผ่านแอพพลิเคชั่นของสมาร์ตโฟน/แท็บแล็ต) โดยอาจจัดเป็นหลักสูตรเฉพาะ และมีการออกใบรับรองคุณวุฒิของผู้ที่สำเร็จการศึกษา พร้อมมีมาตรการจูงใจให้คนเรียนรู้ผ่านระบบไอทีมากขึ้น เช่นการนำคุณวุฒิที่ได้ไปใช้ในการเลื่อนตำแหน่ง หรือค่าจ้าง เป็นต้น
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ECO) โดยการใช้ไอซีที เทคโนโลยีดิจิตอล ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในขณะใช้งาน และเมื่อหมดอายุใช้งาน เนื่องจากกฎกติกาทางการค้าและสิ่งแวดล้อมของโลกได้ให้ความสำคัญ เพื่อสนองตอบต่อกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบ EuP (Energy using Product) มาตรฐาน ISO มาตรสากล หรือมาตรฐานต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย Green IT และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปรากฏในเว็บไซต์ของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaieei.com/2013/th/downloadphp)
  3. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยไอซีที แนวทางนี้ จะช่วยให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และระบบไอซีทีจะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงตลอดกระบวนการผลิต หรือห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการมีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล สนับสนุนการตัดสินใจและวางแผนกลยุทธ์ของฝ่ายบริหาร รวมถึงการทำการตลาดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงการใช้และเคลื่อนย้ายทรัพยากรต่างๆ ในการผลิตระหว่างประเทศได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ตัวอย่างระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

EE3

ที่มา: Dr. Chirapat Popuang (2013); http://www.thaieei.com/2013/doc/is/greenit/02.pdf

 

EE4

ที่มา: http://www.thaieei.com/2013/doc/is/greenit/03.pdf

 

  1. พัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในส่วนของการให้ความรู้ ให้ข้อมูล สารสนเทศ ประกอบการทำธุรกิจ การผลิตที่ได้มาตรฐาน การทำตลาด การทำธุระกรรมและติดต่อต่างๆ กับภาครัฐ หรือหน่วยต่างๆ ในอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขอรับรองมาตรฐานผลิตผลิตภัณฑ์ การใช้ไอซีทีในการบริหารจัดการภายในของธุรกิจ การสั่งซื้อวัตถุดิบ การจัดการสินค้าคงคลัง การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการวางระบบที่ดีไอซีทีจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้แก่ธุรกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (นายพรชัย รุจิประภา) ได้เคยกล่าวได้
  2. พัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนต้นน้ำ พัฒนาการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อัจฉริยะและชาญฉลาด (Smart & Intelligence) เมื่อโลกได้กล่าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Internet of Things และยุคหลอมรวม (Convergence) นั่นหมายความว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ถูกพัฒนาไปสู่การเป็นอุปกรณ์ที่มีความชาญฉลาด ทำงานได้หลายฟังก์ชั่นในอุปกรณ์เดียว สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ สามารถแชร์และแบ่งปันข้อมูลได้ ประหยัดพลังงาน หรือที่เรียกกันว่า “Smart” ต่างๆ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำที่มีขนาดเล็กลง มีประสิทธิภาพและความชาญฉลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่อัจฉริยะต่างๆ เช่น Smart Phone, Smart TV, Smart Camera, Smart Glass, Wearable รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ หรือมีเซ็นเชอร์ตรวจจับการทำงานภายใต้เงื่อนไขของสภาพแวดล้อม หรือเงื่อนไขตามที่กำหนด เช่น ให้ปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมของแสง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID กับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบ หรือทำรายการต่างๆ
  3. การปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ได้โดยง่าย ซึ่งในส่วนนี้ เมื่อร่างกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่จะออกมาบังคับใช้ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ก็จะช่วยให้การดำเนินงานของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่หากยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรจะได้เสนอต่อภาครัฐ เพื่อดำเนินการปรับปรุง แก้ไขกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูป

 

บทส่งท้าย

นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล จะมีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างมาก หากมีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมในกลุ่มดังกล่าวมีการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 2-4 ในปี 2558 และหากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการใช้ไอซีทีและเทคโนโลยีดิจิตอล เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจดิจิตอลของภาครัฐ คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าโดยรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 นั่นหมายความว่ากลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว น่าจะมีมูลค่ามากกว่า 120,103.685 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,901,087.79 ล้านบาท ในแต่ละปี นอกจากนี้ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะช่วยให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้นในด้านพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศ การสนับสนุนการค้าขายสินค้า ชิ้นส่วน และส่วนประกอบเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการทดแทนชิ้นส่วน/ส่วนประกอบจากแหล่งที่ใกล้กว่าภายในอาเซียนด้วยกัน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง และมีอัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำลงจนถึงศูนย์ ตลอดจนเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากยิ่งขึ้น

Related posts:

สร้างเดสก์ทอปชอร์ตคัตสำหรับแฟลชไดรฟ์แบบอัตโนมัติ
ตรารับประกันความสามารถแบบดิจิตอล ที่บอกถึงความรู้และทักษะ
CAT MAGAZINE ฉบับที่ 46 ประจำ เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559
HeartLogic เทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยทำนายหัวใจวายล่วงหน้าได้ถึง 1 เดือน
NIFTYX เปลี่ยนเพาเวอร์แบงค์ให้กลายเป็นสร้อยข้อมือสุดเท่ห์
บั๊กใน Google Chrome ทำให้ผู้ใช้ Windows ถูกขโมยรหัสผ่านได้

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา