Intelligent Lighting Networks ระบบแสงสว่างแห่งอนาคต

shutterstock_373838608-r

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากพูดถึงระบบแสงสว่างภายในบ้านหรืออาคารทั่วไป มักจะนึกถึงแสงสว่างจากชุดโคมนีออนที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยหลอดนีออนที่ต้องมีบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ หรือชุดโคมที่ใช้หลอดประหยัด เป็นต้น ในขณะที่บ้านหรืออาคารยุคใหม่หลายแห่งเริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ที่ประหยัดพลังงานและมีอายุการใช้งานนานยิ่งขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นระบบแสงสว่างที่ยึดติดกับการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับหรือที่เรียกว่า ไฟ AC เป็นแหล่งพลังงาน ที่นอกจากจะก่อให้เกิดความร้อนและสิ้นเปลืองพลังงานแล้ว ยังมีแรงดันสูงถึง 220 โวลต์ จึงอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้หรือเกิดอัคคีภัยได้ หากสวิตช์ สายไฟ หรือขั้วหลอดชำรุด นอกจากนี้ การติดตั้ง การดูแล และการบำรุงรักษา ยังต้องเป็นหน้าที่ของบุคลากรที่มีความชำนาญด้านไฟฟ้ากำลัง หรือเป็นฝ่ายอาคารสถานที่เข้ามาดูแล

แต่วันนี้แนวความคิดเดิมๆ ของระบบไฟฟ้าแสงสว่างภายในอาคารยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยี Redwood Intelligent Lighting Networks ที่มีความสะดวกในการดูแลความปลอดภัย และสามารถควบคุมการให้แสงสว่างได้หลากหลาย

ระบบแสงสว่างผ่านเครือข่าย

แทนที่จะใช้สายไฟเพื่อเป็นเส้นทางนำพลังงานไฟ AC แรงดัน 220 โวลต์ จ่ายให้กับหลอดไฟ เทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks เลือกใช้ไฟกระแสตรง หรือไฟ DC แรงดันต่ำ ส่งผ่านสายทองแดงในระบบเครือข่าย หรือสาย LAN ที่เรารู้จักกันดีไปยังชุดโคม LED แบบใหม่นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีนี้ ไม่เพียงช่วยให้เจ้าของอาคารสามารถประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เท่านั้น แต่ไฟ DC แรงดันต่ำ ยังมีความปลอดภัยกว่าไฟ AC หากมีการติดตั้งเครื่องสำรองไฟฟ้าหรือ UPS ให้กับระบบนี้ เมื่อไฟฟ้าดับ ระบบแสงสว่างที่ทำงานผ่านเทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks ก็ยังคงทำงานจากไฟฟ้าสำรองได้ระยะเวลาหนึ่งอีกด้วย

เมื่อทำงานอยู่บนระบบเครือข่าย ระบบแสงสว่างที่ใช้เทคโนโลยีนี้ ยังช่วยให้การบริหารจัดการและการควบคุมระบบแสงสว่างภายในอาคารทำได้อย่างง่ายดายผ่านซอฟต์แวร์ควบคุมจากศูนย์กลาง ซึ่งสามารถควบคุมผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้เรื่องระบบไฟฟ้าอีกต่อไป ถือเป็นการส่งมอบหน้าที่ช่วยฝ่ายไอทีไปโดยปริยาย

ซอฟต์แวร์บริหารระบบแสงสว่างนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเร่งหรือหรี่ไฟเพื่อปรับระดับความสว่าง การบันทึกระดับแสงที่ใช้ประจำ เช่น การปรับแสงในห้องประชุม แสงสำหรับการฉายโปรเจ็กเตอร์ แสงสำหรับการประชุมทั่วไป และแสงสำหรับการทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เป็นต้น

manager
หน้าจอการควบคุมระบบแสงสว่าง

 

pic-01
ลักษณะการทำงานและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ของเทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks โดยอุปกรณ์หลักของระบบจะถูกติดตั้งอยู่ภายในตู้แร็กในห้องดาต้าเซ็นเตอร์ จึงมั่นใจได้ไนเสถียรภาพการทำงาน

นอกจากการปรับระดับแสงแล้ว ดวงโคมที่ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks ยังมีเซ็นเซอร์ติดตั้งใน
ดวงโคมให้ใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น

เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่นำไปประยุกต์เป็นระบบปิดเปิดแสงสว่างอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินผ่าน

เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ที่สามารถแสดง Heat Map เพื่อตรวจสอบและเก็บสถิติการใช้งานพื้นที่ต่างๆ ภายในอาคารว่าพื้นที่ไหนมีการใช้งานบ่อย และพื้นที่ไหนไม่ค่อยมีการใช้งาน ช่วยให้ผู้ดูแลอาคารสามารถบริหารจัดการการใช้พื้นที่ได้อย่างเหมาะสม หรือนำไปใช้เพื่อแสดงสถานะการใช้งานของห้องประชุมว่าว่างหรือไม่ เป็นต้น

การนำไปประยุกต์ใช้งาน

heat map
การใช้งานเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ เพื่อแสดงการใช้งานพื้นที่ต่างๆ ภายในอาคาร
room
การแสดงสถานะการใช้ห้องประชุม
motion detect
การตรวจจับความเคลื่อนไหวและแจ้งเตือนผู้บุกรุกในดาต้าเซ็นเตอร์

ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks ไปใช้งานจริงบ้างแล้ว เช่น ระบบแสงสว่างภายในอาคารสำนักงานของบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกอย่าง SAP นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีแสงสว่างนี้ไปใช้งานสำหรับระบบแสงสว่างภายในห้องดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยเช่นกัน โดย Facebook และ Microsoft เป็น 2 บริษัทแรกที่มีการบุกเบิกนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้เป็นทั้งระบบแสงสว่างอัจฉริยะและระบบรักษาความปลอดภัยในดาต้าเซ็นเตอร์ มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวติดตั้งที่ดวงโคม พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ดูแลได้ทันทีหากเกิดการบุกรุก

อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระบบแสงสว่างปกติ ทำให้ระบบแสงสว่างที่ใช้เทคโนโลยี Intelligent Lighting Networks มีการใช้งานอยู่ในบริษัทระดับโลกหรืออาคารขนาดใหญ่เท่านั้น สำหรับการนำมาใช้งานภายในบ้านคงต้องรอเวลาให้เทคโนโลยีนี้มีราคาที่เหมาะสม และเมื่อถึงเวลานั้นการดำเนินชีวิตในยุคดิจิทัลของพวกเราคงสะดวกสบายไม่น้อยเลยทีเดียว

Banner Ad CAT MAG

ที่มา : นิตยสาร CAT MAGAZINE ฉบับที่ 45 ประจำเดือนกรกฏาคม-กันยายน 2559

 

Related posts:

PlayStation 4 เปิดตัวพร้อมเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปสู่พีซี
ระวัง!! แอพใหม่สามารถจับภาพขโมยที่แอบเข้ามาใช้สมาร์ตโฟนของคุณ
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับ Industry 4.0 กับ IoT
ทำความรู้จัก Ransomware ประเภท "หนอนไถพรวน (Ransomworm)"
iOS vs Android ใครปลอดภัยกว่ากัน
CAT สนับสนุนเทคโนโลยี IoT อีกหนึ่งแรงเสริม เพื่อร่วมผลักดัน โรงเรียนนายร้อย จปร. ให้ก้าวสู่ Smart Ac...

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา