ธุรกิจฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญกับการทำ Digital Transformation

มีการสำรวจโดย IDC พบว่า ธุรกิจในฟิลิปปินส์นั้นมีความตระหนักในการทำ Digital Transformation สูงมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วพบว่ามีการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิตอลที่ค่อนข้างช้า

shutterstock_516718855-1

โดยผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวคือจูเบิร์ต อัลแบร์โต หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ IDC ฟิลิปปินส์ ซึ่งอัลแบร์โตยกตัวอย่างว่า ในปัจจุบัน ธุรกิจในประเทศเพิ่งอยู่ในช่วงการปรับใช้ Big Data เท่านั้น ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงาน IDC MaturityScape Benchmark Report ประจำปี 2016 เกี่ยวกับการใช้ Big Data และ Analytics ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) พบว่า โดยมากแล้วธุรกิจในภูมิภาคนี้ใช้ Big Data ในขั้นเริ่มต้นทั้งสิ้น

 

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องนำหน้าในแง่ของการทำ Digital Transformation เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ของลูกค้า

 

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา IDC ยังได้มีการคาดการณ์ถึงอุตสาหกรรมไอซีทีของฟิลิปปินส์ด้วยว่า ประมาณ 25% ของบริษัทระดับท็อป 1,000 บริษัทของฟิลิปปินส์นั้นจะเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิตอล บริการดิจิตอล และประสบการณ์ดิจิตอลของตัวเองขึ้นภายในปี 2020

 

อัลแบร์โตเน้นด้วยว่า การคาดการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการผลักดันของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ซึ่งก็คือกลุ่มมิลเลนเนียล เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นคนดิจิตอลโดยธรรมชติ และต้องการการตอบสนองแบบรวดเร็ว รวมถึงเป็นการตอบสนองแบบเฉพาะเจาะจงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลด้วย ดังนั้น หากต้องการเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ ธุรกิจต้องทรานสฟอร์มตัวเอง

 

ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต การนำเสนอสินค้ามักทำผ่านหน้าร้านค้า แต่ปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนไปสู่การค้าออนไลน์ – บนอุปกรณ์สื่อสารแล้ว ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องนำเสนอสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลแทน และใครที่ไม่ทำ ก็มีโอกาสสูงที่จะสูญเสียลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย

 

สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้มากขึ้นจากการทำ Digital Transformation ของฟิลิปปินส์คือการสร้างทีมนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า Pinoy DX Teams โดยบริษัทในฟิลิปปินส์ประมาณ 25% มีแผนจะสร้างทีมดังกล่าวภายในปี 2018 เพื่อสร้างแผนกลยุทธ์ให้กับองค์กร

 

ความน่าสนใจก็คือ Pinyo DX Team นี้อาจไม่มีผู้บริหารระดับ C-Level อยู่เลย แต่เป็นผู้บริหารระดับ VP ในฝ่าย IT หรือฝ่ายการตลาดที่เข้ามานั่งวางแผนร่วมกัน

 

IDC ยังชี้ด้วยว่า เทคโนโลยี AR และ VR จะกลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และบริษัท 40% ของฟิลิปปินส์มีแผนจะใช้เทคโนโลยีนี้ในปี 2019 ด้วย

 

ส่วนงานด้านคอลล์เซ็นเตอร์นั้นก็มีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติแทน ซึ่ง IDC แนะนำว่าผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวควรอัปเกรดความรู้ความสามารถของตัวเองแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้อัปเกรดไปทำงานอื่นที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงกว่าได้

 

แต่ไม่ใช่เฉพาะพนักงานที่ต้องอัปเกรดทักษะของตนเองเพียงฝ่ายเดียว บริษัทเองก็ต้องมีแผนช่วยพวกเขาเหล่านั้นในการก้าวขึ้นไปทำงานที่มีมูลค่ามากขึ้นด้วย

 

มากไปกว่านั้นคือ ในอดีต เราอาจอยู่ในยุคของการใช้เทคโนโลยีซัพพอร์ตการทำงาน แต่ตอนนี้มนุษย์อาจก้าวไปสู่ยุคของการเป็นผู้ซัพพอร์ตการทำงานของเทคโนโลยีแทนแล้วก็เป็นได้

 

ดังนั้น สำหรับธุรกิจที่ไม่อยากตกยุค การอยู่ในยุคของ DX Economy อาจทำได้ดังต่อไปนี้

  1. ยอมรับ เพราะการยอมรับว่า DX นั้นมาถึงแล้ว จะทำให้คุณเตรียมตัวรับมือมันได้ดีขึ้น
  2. เข้าใจลูกค้าและสภาพการแข่งขัน เพื่อนำไปสู่การใช้ Big Data อย่างเข้าใจมากขึ้น
  3. สร้างพันธมิตร อย่าพัฒนาแอปพลิเคชันที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับใครได้เลย แต่ควรสร้างพาร์ทเนอร์เพื่อขยายการทำงานของแอปพลิเคชันและบริการ
  4. การทำ DX ต้องเกิดขึ้นบน 5 แกน นั่นคือ ต้องสร้างนวัตกรรม จากนั้นต้องมีการรีวิวระบบการจัดการ, มีการรีวิวการใช้ข้อมูลขององค์กร, มีการรีวิววิธีที่ธุรกิจมีส่วนร่วมกับลูกค้า และรีวิววิธีการสร้าง Talent ภายในองค์กร

 

ที่มา https://computerworld.com.sg/resource/applications/how-philippine-businesses-are-faring-in-the-digital-transformation-race/

Related posts:

แผนกลยุทธ์ IoT ระดับชาติฉบับใหม่ของมาเลเซีย
CAT ร่วมถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เทรนด์ไมโครคาดเทคโนโลยีเกิดใหม่ทำให้เกิดภัยคุกคามใหม่ๆ ในปี 2560
บทเรียนจากการจู่โจมครั้งประวัติศาสตร์ของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry
ปูนซีเมนต์นครหลวง ทุ่มงบกว่า 172 ล้านบาท พร้อมก้าวสู่ยุค Industry 4.0 เปิดตัว “โรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ...
ประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับจากบล็อกเชน

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา